วันศุกร์ที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564
วันเสาร์ที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564
ส่งงานออนไลน์ช่วงสถานการณ์โควิด-19 นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1/1 โรงเรียนบ้านคลองแค จังหวัดสมุทรสาคร
ส่งงานออนไลน์ช่วงสถานการณ์โควิด-19 นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1/1 โรงเรียนบ้านคลองแค จังหวัดสมุทรสาคร
วันศุกร์ที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564
Effectiveness of Transformational Leadership Style in Secondary Schools in Nigeria
Effectiveness of Transformational Leadership Style in Secondary Schools in Nigeria
O, M.V. (2017)
Effectiveness
of Transformational Leadership Style in Secondary Schools in Nigeria.
Journal of Education and Practice, v.8 ,n.9 ; pp135-140.
The Efficiency of Administrative CPD Courses towards School Managers
The Efficiency of Administrative CPD Courses towards School Managers
Karadag, B.A., and Yavuz, M.B. (2018) The Efficiency of Administrative CPD Courses towards School Managers. International Journal of Higher Education, v.7 ,No.2 ; pp.234-246.
วันพุธที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564
การศึกษาทักษะผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากำแพงเพชร เขต 2 (A STUDY OF ADMINISTRATIVE SKILLS OF THE SCHOOL ADMINISTRATORS UNDER KAMPHAENGPHET PRIMARY EDUCATIONAL SERVICE AREA OFFICE 2)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ
1)
เพื่อศึกษาทักษะผู้บริหารสถานศึกษา
สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากำแพงเพชร เขต 2 2) เพื่อเปรียบเทียบทักษะผู้บริหารสถานศึกษา
สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากำแพงเพชร เขต 2 จำแนกตามตำแหน่งและระดับการศึกษา กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้บริหารสถานศึกษา
จำนวน 145 คน สุ่มตัวอย่างโดยใช้วิธีการเลือก แบบเจาะจง
และครูผู้สอน สุ่มตัวอย่างโดยวิธีการสุ่มอย่างง่าย จำนวน 145 คน รวมทั้งสิ้น จำนวน 290 คน
เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลเป็นแบบมาตรประมาณค่า 5 ระดับ สถิติในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย
ค่าความเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบ ค่าที (t-test independent) ผลการศึกษา พบว่า 1) ทักษะผู้บริหารสถานศึกษา
สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากำแพงเพชร เขต 2 ในภาพรวมอยู่ในระดับมาก 2) ผลการเปรียบเทียบผู้บริหารสถานศึกษา
สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากำแพงเพชร เขต 2 จำแนกตามตำแหน่ง พบว่า
ผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอนมีความคิดเห็นแตกต่างกันอย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ
0.05 และจำแนกตามระดับการศึกษา
พบว่าผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอนที่มีระดับการศึกษาปริญญาตรี และปริญญาตรีขึ้นไป
มีความคิดเห็นแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05
มณีรัตน์ พรรณพุ่มพฤกษ์ และ จิติมา วรรณศรี. (2561) การศึกษาทักษะผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากำแพงเพชร เขต 2. วารสารศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร ปีที่ 21 ฉบับที่ 1 ประจำเดือน มกราคม - มีนาคม 2562.
กลยุทธ์การพัฒนาภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 6 Development Strategies of Transformational Leadership for School Administrators in Nakhon Ratchasima Primary Educational Service Area Office 6
บทคัดย่อ
(Abstract)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์
1)
เพื่อศึกษาองค์ประกอบภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษา
2) เพื่อศึกษาความต้องการจำเป็นที่เกี่ยวกับภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษา
สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 6 3) เพื่อสร้างกลยุทธ์การพัฒนาภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษา
สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 6 และ 4) เพื่อประเมินกลยุทธ์การพัฒนาภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษา
สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 6 ผู้วิจัยใช้วิธีการวิจัยแบบผสมผสานประกอบด้วย การวิจัยเชิงคุณภาพ
ได้แก่ การวิเคราะห์เอกสารและการสัมภาษณ์ และการวิจัยเชิงปริมาณ
ใช้แบบสอบถามในการเก็บข้อมูลกับประชากรและกลุ่มตัวอย่าง คือ
สถานศึกษาในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 6 จำนวน 125 แห่ง ผู้ให้ข้อมูล ได้แก่
ผู้อำนวยการโรงเรียนหรือผู้รักษาราชการแทน ครู กรรมการสถานศึกษาและผู้ปกครอง
นักเรียน รวมทั้งหมด 500 คน
สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบน มาตรฐาน
และวิเคราะห์จุดแข็ง จุดอ่อน จากค่าดัชนีความต้องการจำเป็น วิเคราะห์โอกาส
ภาวะคุกคามและกำหนดกลยุทธ์โดยใช้รูปแบบของ SWOT Matrix และประเมินความเหมาะสม
และความเป็นไปได้ของกลยุทธ์จากผู้ทรงคุณวุฒิผลการวิจัยพบว่า
1. องค์ประกอบภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษา มี 5
องค์ประกอบ คือ การมีอิทธิพลเชิงอุดมการณ์
การคำนึงถึงปัจเจกบุคคล การกระตุ้นทางปัญญา การสร้างแรงบันดาลใจ
และการมีพฤติกรรมทางจริยธรรม
2. ผลการวิเคราะห์ความต้องการจำเป็นในการพัฒนามากเป็นลำดับที่หนึ่ง
คือ การมีพฤติกรรมทางจริยธรรม โดยมีค่าดัชนีความต้องการจำเป็น เท่ากับ 0.27
รองลงมา คือ การกระตุ้นทางปัญญา การสร้างแรงบันดาลใจ
การคำนึงถึงปัจเจกบุคคล และการมีอิทธิพลเชิงอุดมการณ์
โดยมีค่าดัชนีความต้องการจำเป็น เท่ากับ 0.26, 0.25, 0.20 และ 0.19 ตามลำดับ
3. กลยุทธ์การพัฒนาภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษา
สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 6 มี 5 กลยุทธ์หลัก คือ
กลยุทธ์กระตุ้นพฤติกรรมทางจริยธรรม กลยุทธ์ส่งเสริมการกระตุ้นทางปัญญา
กลยุทธ์ส่งเสริมการสร้างแรงบันดาลใจ กลยุทธ์มุ่งเน้นความสำคัญของปัจเจกบุคคล
และกลยุทธ์เสริมสร้างอิทธิพลเชิงอุดมการณ์ โดยมี 19
กลยุทธ์รองและ 92 แนวทางปฏิบัติ
4. การประเมินกลยุทธ์
ความเหมาะสมและความเป็นไปได้ในภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด ซึ่งความเหมาะสม
มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.84 และความเป็นไปได้
มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.75
ทัพพ์นิธิศ ปิ่นภัคพูลลดา (2560) กลยุทธ์การพัฒนาภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษา
สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 6. กรุงเทพฯ :
สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา.
กลยุทธ์การบูรณาการเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารกับการจัดการศึกษาโรงเรียนประถมเพื่อนำไปสู่ทักษะแห่งศตวรรษที่ 21: การใช้วิธีการเทียบเคียงสมรรถนะ
Abstract: การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาตัวบ่งชี้ผู้บริหารสถานศึกษาในศตวรรษที่ 21 2) ทดสอบความสอดคล้องของโมเดลการวัดผู้บริหารสถานศึกษาในศตวรรษที่ 21 ที่สร้างและพัฒนาขึ้นกับข้อมูลเชิงประจักษ์ 3) เพื่อตรวจสอบความไม่แปรเปลี่ยนของโมเดลการวัดความเป็นผู้บริหารสถานศึกษาในเขตและนอกเขตกรุงเทพมหานคร 4) เพื่อกำหนดแนวทางการพัฒนาในการเป็นผู้บริหารสถานศึกษาในศตวรรษที่ 21 ตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยในครั้งนี้คือผู้บริหารสถานศึกษาจากทั่วประเทศจำนวน 783 คน ได้มาจากการสุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติบรรยาย ด้วยโปรแกรม SPSS และ การวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยันอันดับสองด้วยโปรแกรม Lisrel ผลการวิจัยสรุปได้ด้งนี้ 1. โมเดลการวัดผู้บริหารสถานศึกษาในศตวรรษที่ 21 ประกอบด้วย 4 องค์ประกอบหลัก 13 ตัวบ่งชี้ ได้แก่ 1) องค์ประกอบภาวะผู้นำใหม่ ประกอบด้วย 3 ตัวบ่งชี้ คือ มีพลังความคิด พลังขับเคลื่อน การสร้างสรรค์และผลิตภาพ และบทบาทเชิงรุกในสถานการณ์ที่ไม่แน่นอน 2) องค์ประกอบการบริหารเชิงกลยุทธ์ ประกอบด้วย 4 ตัวบ่งชี้ คือ ผลการปฏิบัติงานที่โดดเด่น การสร้างทางเลือกเชิงกลยุทธ์ การตัดสินใจภายใต้สภาวการณ์ที่ผันผวน และ การสร้างเครือข่ายความร่วมมือ 3) องค์ประกอบการบริหารเชิงวิชาการ ประกอบด้วย 3 ตัวบ่งชี้ คือ การสร้างครูต้นแบบ การสร้างนวัตกรรมและการวิจัย และการพัฒนาสารสนเทศทางการเรียนรู้ 4) องค์ประกอบคุณธรรมจริยธรรม ประกอบด้วย 3 ตัวบ่งชี้ คือ ความเมตตากรุณา ความยุติธรรม และความซื่อสัตย์สุจริต 2. โมเดลการวัดผู้บริหารสถานศึกษาในศตวรรษที่ 21 ที่พัฒนาขึ้นมีความสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์ ( ꭓ² =32.99 , df =26 , p= .16 , และ RMSEA = 0.02) 3. โมเดลการวัดผู้บริหารสถานศึกษาในศตวรรษที่ 21 มีความไม่แปรเปลี่ยนของรูปแบบโมเดล ( ꭓ² = 66.49, df = 51, p = .07 และ RMSEA = .02) และ ค่าพารามิเตอร์ทุกค่าที่ทดสอบ ได้แก่ น้ำหนักองค์ประกอบของแต่ละตัวบ่งชี้ (LY) ค่าน้ำหนักองค์ประกอบขององค์ประกอบหลัก (GA) ค่าความคลาดเคลื่อน (TE) และค่าความแปรปรวนขององค์ประกอบ (PS) ระหว่างที่ตั้งสถานศึกษาในเขตกรุงเทพมหานครและนอกเขตกรุงเทพมหานคร ( ꭓ² = 120.35, df = 106, p = .16, NFI = .99 , CFI = 1.00 และ RMSEA = .02) 4. แนวทางการพัฒนาการเป็นผู้บริหารสถานศึกษาในศตวรรษที่ 21 พบว่า ควรมีคุณลักษณะ 4 ด้าน ดังนี้ 1) ภาวะผู้นำใหม่ เป็นผู้มีวิสัยทัศน์กว้างไกลมองเห็นภาพในอนาคตที่คนอื่นมองไม่เห็น สามารถสื่อสารความคิดบุคลากรทุกกลุ่มในองค์กรเข้าใจและเต็มใจให้ความร่วมมือ มีแนวคิดใหม่ที่เป็นผลงานรูปธรรมอย่างต่อเนื่อง มีพฤติกรรมเป็นแรงบันดาลใจให้บุคลากรให้มีพลังและกำลังใจ 2) การบริหารเชิงกลยุทธ์ เป็นผู้มีผลงานหรือผลการปฏิบัติงานเป็นที่อ้างอิง เคยได้รับรางวัล 3) การบริหารวิชาการ เป็นผู้ส่งเสริมบุคลากรทางการศึกษาให้สามารถออกแบบและสร้างนวัตกรรมการสอนที่เป็นของตนเองได้ และ 4) คุณธรรมจริยธรรม เป็นผู้กระทำอะไรด้วยความรัก ความหวังดี อยากให้ผู้อื่นมีความสุข
ชวาลี สุกลเอี่ยมไพบูลย์ (2558) กลยุทธ์การบูรณาการเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารกับการจัดการศึกษาโรงเรียนประถมเพื่อนำไปสู่ทักษะแห่งศตวรรษที่
21: การใช้วิธีการเทียบเคียงสมรรถนะ. วิทยานิพนธ์ ครุศาสตร์ดุษฎีบัณฑิต (เทคโนโลยีและสื่อสารการศึกษา)
คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
วันเสาร์ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2564
วันศุกร์ที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2564
กลยุทธ์การพัฒนาคุณลักษณะผู้นำแบบไทยของผู้บริหารสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน
การวิจัยนี้
เป็นการวิจัยเชิงปริมาณควบคู่กับวิจัยเชิงคุณภาพ
มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผู้บริหารสถานศึกษา ขั้นพื้นฐาน ดังนี้ (1)
ศึกษาองค์ประกอบของคุณลักษณะผู้นำแบบไทยของผู้บริหาร (2) ศึกษาสภาพปัจจุบันของ ผู้บริหารตามคุณลักษณะผู้นำแบบไทย (3) ศึกษาคุณลักษณะผู้นำแบบไทยที่พึงประสงค์ของผู้บริหารตามความคาดหวัง
ของตัวผู้บริหารสถานศึกษาและผู้เกี่ยวข้อง (4) พัฒนากลยุทธ์การพัฒนาคุณลักษณะผู้นำแบบไทยของผู้บริหาร
ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้อำนวยการโรงเรียน หัวหน้ากลุ่มสาระ
ประธานคณะกรรมการสถานศึกษา และ ผู้ปกครอง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ
แบบสอบถามแบบมาตราส่วนประมาณค่า การวิเคราะห์ข้อมูลใช้วิธีการ หาค่าร้อยละ
ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยพบว่า (1) องค์ประกอบคุณลักษณะผู้นำแบบไทยมี
5 ด้าน คือ ด้านความรู้ ด้านทักษะ ด้านทัศนคติ
ด้านบุคลิกภาพ ด้านคุณธรรมและจริยธรรม (2) สภาพปัจจุบันของ
คุณลักษณะผู้นำแบบไทยของผู้บริหารสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน
โดยภาพรวมมีการปฏิบัติอยู่ในระดับมากทั้ง 5 ด้าน แต่เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน
พบว่า ด้านความรู้กับด้านทักษะอยู่ระดับปานกลาง (3) คุณลักษณะผู้นำแบบไทย
ของผู้บริหารสถานศึกษาตามความคาดหวัง พบว่าโดยภาพรวมทุกด้านอยู่ในระดับมาก
ด้านที่มีค่าเฉลี่ยมากที่สุด คือ ด้านคุณธรรมและจริยธรรม (4) กลยุทธ์การพัฒนาคุณลักษณะผู้นำแบบไทย มี 2 กลยุทธ์หลัก
6 กลยุทธ์รอง และ 12 วิธีดำเนินการ
โดยมีกลยุทธ์หลัก คือ (1) กลยุทธ์เสริมสร้างทักษะผู้นำแบบไทยในศตวรรษที่
21 และ (2) กลยุทธ์พัฒนาเครือข่ายความร่วมมือ
พิมพ์ฐดา วัจนวงศ์ปัญญา, ปองสิน วิเศษศิริ และ ไพฑูรย์ สินลารัตน์
. (2555) กลยุทธ์การพัฒนาคุณลักษณะผู้นำแบบไทยของผู้บริหารสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน. วารสารวิชาการมหาวิทยาลัยอีสเทิร์นเอเชีย ปีที่ 3 ฉบับที่ 2 ประจำเดือน กรกฎาคม-ธันวาคม 2556.
กลยุทธ์การนำนโยบายโรงเรียนมาตรฐานสากลสู่การปฏิบัติของโรงเรียนมัธยมศึกษาในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
บทคัดย่อ (Abstract)
การวิจัยครั้งนี้ มีจุดประสงค์ เพื่อประเมินความต้องการจำเป็นในการปรับปรุง การนำนโยบายโรงเรียนมาตรฐานสากลสู่การปฏิบัติของโรงเรียนมัธยมศึกษา ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เพื่อสร้างกลยุทธ์การนำนโยบายโรงเรียนมาตรฐานสากลสู่การปฏิบัติของโรงเรียนมัธยมศึกษาในภาคตะวันออกเฉียงเหนือและเพื่อประเมินกลยุทธ์ในการนำนโยบายโรงเรียนมาตรฐานสากลสู่การปฏิบัติของโรงเรียนมัธยมศึกษา ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ผู้วิจัยใช้วิธีการวิจัยแบบผสมผสานประกอบด้วยการวิจัยเชิงคุณภาพ ได้แก่ การวิเคราะห์เอกสารและการสัมภาษณ์ สำหรับวิจัยเชิงปริมาณ ใช้แบบสอบถามในการเก็บข้อมูลกับประชากร คือ โรงเรียนมาตรฐานสากล ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จำนวน 126 โรง ได้กลุ่มตัวอย่าง 26 จากร้อยละ 20 จากประชากรทั้งหมด ผู้ให้ข้อมูล ได้แก่ ผู้อำนวยการโรงเรียน รองผู้อำนวยการโรงเรียน หัวหน้ากลุ่มสาระการเรียนรู้และคณะกรรมการสถานศึกษา จำนวนทั้งสิ้น 359 คน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ความถี่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และวิเคราะห์ จุดแข็ง จุดอ่อน โอกาส และภาวะคุกคาม จากการสนทนากลุ่มโดยใช้รูปแบบ SWOT Matrix และประเมินความเหมาะสม ความเป็นไปได้ของกลยุทธ์ ผลการวิจัย พบว่า
1. ความต้องการจำเป็นในการปรับปรุงกลยุทธ์การนำนโยบายโรงเรียนมาตรฐานสากลสู่การปฏิบัติ โดยภาพรวมมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 0.20 และด้านที่มีค่าดัชนีความต้องการจำเป็นสูง และจัดว่าเป็นจุดอ่อน จำนวน 3 หมวด ได้แก่ หมวดการปฏิบัติการ มีค่าดัชนีความต้องการจำเป็นเท่ากับ 0.24 หมวดกลยุทธ์ค่าดัชนีความต้องการจำเป็น เท่ากับ 0.23 และหมวดการวัดการวิเคราะห์และการจัดการความรู้ ค่าดัชนีความต้องการจำเป็นเท่ากับ 0.22 ตามลำดับ
2. กลยุทธ์ในการนำนโยบายโรงเรียนมาตรฐานสากลสู่การปฏิบัติของโรงเรียนมัธยมศึกษาในภาคตะวันนออกเฉียงเหนือ ประกอบ 3 กลยุทธ์หลัก คือ กลยุทธ์พัฒนาการบริหารและการจัดการองค์กร กลยุทธ์พัฒนากระบวนการสร้างกลยุทธ์ด้วยระบบคุณภาพ และกลยุทธ์พัฒนาระบบสารสนเทศและการจัดการความรู้ ประกอบด้วยกลยุทธ์รอง 15 กลยุทธ์ และ 88 แนวทางปฏิบัติ
3. ผลการประเมินกลยุทธ์ด้านความเหมาะสมอยู่ในระดับมากที่สุด และมีความเป็นไปได้ในระดับมาก สำหรับแนวทางปฏิบัตินั้นมีความเหมาะสมอยู่ในระดับมากที่สุด และมีความเป็นไปได้อยู่ในระดับมาก
ภูริ บานทอง (2560) กลยุทธ์การนำนโยบายโรงเรียนมาตรฐานสากลสู่การปฏิบัติของโรงเรียนมัธยมศึกษาในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ. กรุงเทพฯ : สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา.
การศึกษาคุณลักษณะของผู้บริหารโรงเรียนตามความคิดเห็นของครูโรงเรียนมัธยมศึกษาในอำเภอปราณบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 10
Title
วันเสาร์ที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2564
Blogger นักศึกษาปริญญาโท บริหารการศึกษา ม.ธนบุรี รุ่นที่ 7
Blogger นักศึกษาปริญญาโท บริหารการศึกษา ม.ธนบุรี รุ่นที่ 7
https://suchanyapam.blogspot.com
https://manidatukta2524.blogspot.com
https://sanjitaklayprayong.blogspot.com
https://kruweerayut01.blogspot.com
https://pongthepniyomthai.blogspot.com
https://noorfadilah2534.blogspot.com
https://kanoktip2536.blogspot.com
https://supannee-suna.blogspot.com
https://chaitobuddee.blogspot.com
https://teerapongsuksomsong.blogspot.com
https://witsarut-benz238.blogspot.com
https://phakornkiat.blogspot.com
https://nitid-hengchoochip.blogspot.com
https://chonthichadeebucha.blogspot.com
https://nopparataunprasert.blogspot.com
https://chaichaofa.blogspot.com
https://voraponbabyboss.blogspot.com
https://chenchira2021.blogspot.com
https://nattidadechakkanat.blogspot.com
https://khunmuangchukorn.blogspot.com
https://anupong12tu.blogspot.com
https://sutthananabangchang.blogspot.com
https://sattawatsurisan.blogspot.com
https://thanchanokluarnkrew.blogspot.com
https://supaporn1204.blogspot.com
https://vigaivaraporn.blogspot.com
https://nisachonyimprasert.blogspot.com
โปรแกรม e-Mes ระบบระบบติดตามและประเมินผลการดําเนินงานตามนโยบาย โครงการและกิจกรรม สพฐ.
โปรแกรม e-Mes ระบบติดตามและประเมินผลการดําเนินงานตามนโยบาย โครงการและกิจกรรม สพฐ. โรงเรียนบ้านคลองแค
(รายงานผลการคัดกรองการอ่าน การเขียน ชั้น ป.1 – 6)
สํานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กําหนดให้ทุกโรงเรียน
รายงานผลการประเมินการอ่าน การเขียน ในระบบรายงาน
อิเล็กทรอนิกส์ e-Mes ภาคเรียนละ 1 ครั้ง โดยในปีการศึกษา 2563
มีกำหนดการรายงานผลการประเมิน ดังนี้
ครั้งที่ 1 ภายใน 16
สิงหาคม 2563
ครั้งที่ 2 ภายใน
เดือนธันวาคม 2563
ขั้นตอนที่ 1 เข้าระบบรายงานอิเล็กทรอนิกส์ e-Mes (ภาคกลาง)
เว็บไซต์ http://203.159.164.62/~eme62/ หรือ http://eme1.obec.go.th/~eme62/ โดยใช้ username และ password ของแต่ละโรงเรียน
ขั้นตอนที่ 3 กรอกข้อมูลปัจจุบันของโรงเรียน คลิก บันทึกข้อมูล
ขั้นตอนที่ 4 คลิก ปี 2563 แล้วเลือก รายงานประเมินนักเรียน ปี 63 อ่านออกเขียนได้ ครั้งล่าสุดที่ต้องรายงานผล จากนั้น คลิก ระดับชั้นที่ต้องการรายงานผล
ขั้นตอนที่ 5 กรอกข้อมูลเพื่อรายงานผลการประเมินการคัดกรองการอ่านการเขียนของนักเรียนในระดับชั้นที่ต้องการรายงานผล (ทั้งปกติและบกพร่องทางการเรียนรู้)
การคัดกรองการอ่านการเขียน ป.1 - 6 ปีการศึกษา 2563 กำหนดให้มีการคัดกรองนักเรียนในการอ่าน การเขียนแต่ละระดับชั้น โดยแบ่งผลการคัดกรองเพื่อการพัฒนาเป็น 4 ระดับ คือ ระดับดีมาก ดี พอใช้ และ ปรับปรุง
ตัวอย่างการรายงานผลการคัดกรองการอ่านการเขียน
ป.1 - 6 ครั้งที่
1 ปีการศึกษา 2563 ของโรงเรียนบ้านคลองแค (ครั้งที่
2 ยังไม่สามารถรายงานผลได้เนื่องจากสถานการณ์แพร่ระบาดของ โควิด -19)
ขั้นตอนการรายงานผล
1. กรอกข้อมูลจำนวนนักเรียนของชั้นนั้นๆ ทั้งหมด ในคอลัมน์ ที่ (1) ทั้งนักเรียนปกติและบกพร่องทางการเรียนรู้ เช่น ชั้น ป.2 มีนักเรียน ทั้งหมด 74 คน
2. กรอกข้อมูลของนักเรียนที่บกพร่องทางการเรียนรู้ในคอลัมน์ ที่ (2) นักเรียนปกติและบกพร่องทางการเรียนรู้ ในคอลัมน์ข้อ (3) จะปรากฏตัวเลขที่ขึ้นโดยอัตโนมัติที่แสดงจำนวนนักเรียนปกติ เช่น ชั้น ป.2 มีนักเรียนที่บกพร่องทางการเรียนรู้ 2 คน ดังนั้น ชั้น ป.2 มีนักเรียนปกติ 72 คน จากนักเรียนชั้น ป.2 ทั้งหมด 74 คน
3. การจำแนกผลการคัดกรองเรื่องการอ่านและการเขียนว่ามีจำนวนกี่คนในแต่ละระดับคุณภาพ จึงเป็นการนำเฉพาะนักเรียนปกติมาจำแนกเท่านั้นโดยใส่ในคอลัมน์ข้อ (4) ถึง(7) และ(9) ถึง (12) เป็นต้น ส่วนชั้นอื่น ๆ อาจใส่ในคอลัมน์ (14) ถึง (17) และ/หรือ (19) ถึง (22) แล้วแต่ระดับชั้น
ทั้งนี้หาก คอลัมน์ข้อใดไม่มีจำนวนที่ต้องจำแนกให้ใส่ 0 หรือ เว้นไว้
โดยที่การใส่ข้อมูลพึงระลึกด้วยว่าต้องเป็นตัวเลขข้อมูลจริงมิใช่ใส่เพียงให้ครบ ๆ
หรือเป็นข้อมูลที่ผลักดันนักเรียนปกติทั่วไปให้เป็นนักเรียนบกพร่องฯ เพื่อลดภาระ
อนึ่งนักเรียนบกพร่องฯเหล่านี้ต้องได้รับการ
ดูแลโดยการจัดการเรียนการสอนให้ถูกต้องตามหลักวิชาการที่เกี่ยวข้องต่อไป
4. เมื่อกรอกข้อมูลเสร็จแล้ว ตรวจสอบความถูกต้องก่อนทำการบันทึกข้อมูล โดยจำนวนนักเรียนปกติ ในคอลัมน์ ที่ (3) จะต้องเท่ากับ คอลัมน์ที่เป็นการรวมผลการรายงานของการประเมินในแต่ละด้าน หากจำนวนนักเรียนในคอลัมน์ดังกล่าวมีจำนวนไม่เท่ากัน หมายถึง มีการกรอกข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง
ตรวจสอบความถูกต้องแล้ว คลิก การรายงานผลการประเมินการอ่าน การเขียน ของนักเรียนในระบบ e-Mes นี้
เป็นการรายงานเฉพาะข้อมูลจํานวนนักเรียนเพื่อใช้ประมวลผลวิเคราะห์แนวโน้มในภาพรวม
เท่านั้น สําหรับข้อมูลรายละเอียดต่าง ๆ
ที่ใช้เพื่อการพัฒนาในเชิงลึกเช่น พัฒนาการอ่าน การเขียนของนักเรียนรายบุคคล
ให้โรงเรียนดําเนินการเก็บรวบรวมข้อมูลตามความต้องการจําเป็นของโรงเรียน
และตามที่หน่วยงานต้นสังกัดกําหนด
e-Mes : ระบบติดตามการดำเนินงานตามนโยบาย โครงการและกิจกรรม สพฐ.
สำนักติดตามและประเมินผลการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน
สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ
Powered By e-Me Team
โปรแกรม e-Mes ระบบติดตามและประเมินผลการดำเนินงานตามนโยบายและกิจกรรม สพฐ.
โปรแกรม e-Mes ระบบติดตามและประเมินผลการดำเนินงานตามนโยบายและกิจกรรม สพฐ.
-
โปรแกรม e-Mes ระบบติดตามและประเมินผลการดําเนินงานตามนโยบาย โครงการและกิจกรรม สพฐ. โรงเรียนบ้านคลองแค ( รายงานผลการคัดกรองการอ่าน การเข...
-
โปรแกรม e-Mes ระบบติดตามและประเมินผลการดำเนินงานตามนโยบายและกิจกรรม สพฐ.
-
The Efficiency of Administrative CPD Courses towards School Managers Bozak, Ahmet; Karadag, Mümtaz; Bolat, Yavuz International Journal of ...















